แค่คิดว่าจะได้เห็นศุภณัฏฐ์ เหมือนตา ปะทะกับ ริยาด มาห์เรซ ก็ตื่นเต้นแล้ว
ในชั่วโมงนี้ ทุกคนเข้าใจตรงกันว่า บุรีรัมย์ คือทีมอันดับหนึ่งในอาเซียน แต่เราต้องยอมรับว่า แต่อัล อาห์ลี อยู่อีกเลเวลหนึ่ง เพราะคุณภาพของผู้เล่น ล้วนอยู่ในระดับท็อปคลาสทั้งสิ้น
ริยาด มาห์เรซ, ไอแวน โทนี่ย์ และ โรแบร์โต้ ฟีร์มีโน่ นี่คือ 3 ตัวรุกของอัล อาห์ลี แต่ละคนมีประสบการณ์เชี่ยวกราก ในฟุตบอลยุโรปมาแล้ว
เอดูอาร์ เมนดี้ แชมป์แอฟริกัน เนชันส์คัพ, ฟรองค์ เกสซิเยร์ กองกลางฝีเท้าดี, โรเจอร์ อิบันเยซ แนวรับบราซิล ที่มีราคาประเมินที่ 16 ล้านยูโร
อัล อาห์ลี เป็นทีมเศรษฐีจากเมืองเจดดาห์ คือเอาแค่ค่าตัวที่พวกเขาซื้อตัวไอแวน โทนีย์ จากเบรนท์ฟอร์ด 47.5 ล้านยูโร ก็แพงกว่ามูลค่านักเตะ “ทั้งสโมสรบุรีรัมย์” ประมาณ 3 เท่าแล้ว
พวกเขาอยากได้ใครก็ซื้อ เนื่องจากมีเงินแบบอันลิมิเต็ด ล่าสุดในเดือนมกราคมที่ผ่านมา ก็เพิ่งซื้อกาเลโน่ ดาวเตะทีมชาติบราซิล มาจากปอร์โต้ ในราคา 50 ล้านยูโร จ่ายกันแบบง่ายๆ ไม่ต้องคิดมาก เอาเป็นว่าทีมจากยุโรปยังไม่กล้าลงทุนขนาดนี้
ไม่ใช่แค่ค่าตัว แต่ค่าเหนื่อย อัล อาห์ลี ก็จ่ายแพงมหาศาลมาก อย่างริยาด มาห์เรซ รับอยู่สัปดาห์ละ 1 ล้านยูโร ค่าเหนื่อยมาห์เรซคนเดียวแค่ 1 เดือน ก็มากกว่าค่าเหนื่อยนักเตะทั้งสโมสรบุรีรัมย์ 1 ฤดูกาลแล้ว
ไอแวน โทนีย์ ที่เพิ่งย้ายมาใหม่ รับค่าเหนื่อยที่วีกละ 490,000 ยูโร มากยิ่งกว่า เออร์ลิ่ง ฮาแลนด์ ที่ได้รับกับแมนเชสเตอร์ ซิตี้ด้วยซ้ำ
แน่นอน บุรีรัมย์เป็นสโมสรที่มีทุนทรัพย์หนาในประเทศไทย แต่มันเทียบสเกลไม่ได้เลยกับ อัล อาห์ลี ที่เป็นเศรษฐีตัวจริง
ดังนั้นฝั่งบุรีรัมย์ต้องเข้าใจสภาพตรงนี้ ว่าคุณภาพแบบตัวต่อตัว พวกเขาเป็นรอง อย่างไรก็ตามเกมฟุตบอลมันไม่ได้ตัดสินกันว่า ใครรวยกว่า ใครมีนักเตะดังกว่า ถ้าหากวางกลยุทธ์ได้เหมาะสม เกมนัดเดียว อะไรก็เกิดขึ้นได้ทั้งนั้น
สำหรับเกร็ดความรู้ที่น่าสนใจ ว่าทำไมอัล อาห์ลี ถึงรวยขนาดนี้ คำอธิบายแบบง่ายที่สุดคือ มันเป็นเงินจากรัฐบาล
แบ็กกราวน์ของประเทศซาอุดิอาระเบียนั้น พวกเขาคือหนึ่งในประเทศที่รวยที่สุดในโลก ปัจจุบันมี GDP อันดับ 18 ของโลก ขณะที่กองทุนความมั่งคั่งแห่งชาติซาอุฯ (PIF) เป็นกองทุนที่มีขนาดใหญ่ที่สุดอันดับ 8 ของโลก
PIF คือหน่วยงานของรัฐ ที่จะเอาเงินไปลงทุนในองค์กรต่างๆ ทั่วโลกเพื่อสร้างความมั่งคั่งให้เพิ่มขึ้น อย่างการซื้อสโมสรนิวคาสเซิล แชมป์คาราบาวคัพ ปีล่าสุด ก็เป็นหนึ่งในการลงทุนของพวกเขา
แต่ปัญหาของซาอุดิอาระเบีย คือมีการวิเคราะห์กันว่า ในปี 2040 อัตราการใช้น้ำมันดิบในโลก จะลดลงเหลือแค่ 28% เท่านั้น นั่นทำให้ ซาอุฯ จะได้รับผลกระทบโดยตรงแน่ เพราะน้ำมันดิบคือรายได้หลักของพวกเขา
ดังนั้น เพื่อทำให้ซาอุดิอาระเบีย เติบโตอย่างแข็งแรงโดยไม่ต้องพึ่งพา แค่น้ำมันดิบอย่างเดียว รัฐบาลซาอุฯ จึงสร้างโปรเจ็กต์ชื่อ Vision 2030 ขึ้นมา จุดประสงค์หลักคือ ในอนาคตอันใกล้ ซาอุฯ ต้องมีรายได้ก้อนใหญ่ทางอื่นที่ไม่ใช่แค่น้ำมันดิบอย่างเดียว
และหนึ่งในอุตสาหกรรมที่ซาอุฯ หวังไว้มาก นั่นคือ “การท่องเที่ยว”
Vision 2030 มีไอเดียคือ ต้องการทำให้ซาอุฯ เป็นที่แรกๆ ที่คุณจะนึกถึง ถ้าคิดถึงเรื่องเกี่ยวกับกีฬา
การแข่ง F1, กอล์ฟ LIV, การแข่งอีสปอร์ตชิงแชมป์โลก รวมถึง การแข่งขันซาอุดิ โปร ลีก
รัฐบาลซาอุฯ เชื่อว่า ซาอุดิ โปร ลีก ถ้าตั้งใจปั้นจริงๆ ก็อาจได้รับความนิยมท่วมท้น แฟนบอลทั่วตะวันออกกลาง จะบินมาดูการแข่งในทุกๆ สัปดาห์ โมเดลเหมือนพรีเมียร์ลีก อังกฤษ ที่ดึงดูดนักท่องเที่ยวมหาศาลในทุกวีก
การที่คุณจะขายโปรดักต์ฟุตบอลให้คนมาชอบ ก็จำเป็นต้องสร้างลีกให้แข็งแกร่งก่อน คุณภาพฟุตบอลต้องดีขึ้น ตัวผู้เล่นต้องเก่งขึ้น ลำพังแค่ใช้นักเตะท้องถิ่น มันไม่เร้าใจพอ
และเพื่อการนี้ รัฐบาลซาอุฯ จึงผลักดันเต็มที่ ให้แต่ละสโมสรซื้อผู้เล่นดังที่สุด และดีที่สุดเข้ามาสู่ทีม โดยรัฐจะซัพพอร์ทหลายอย่างช่วย เช่น ไม่มีการกำหนด Salary Cap คุณจะจ่ายค่าเหนื่อยเท่าไหร่ก็ได้ และไม่มีการกำหนด Financial Fair Play อยากซื้อเท่าไหร่ซื้อเลย
นอกจากนั้น ยังให้สิทธิบางอย่าง กับนักกีฬาเป็นกรณีพิเศษ เช่น ถ้าย้ายมาซาอุฯ นักบอลสามารถอยู่บ้านเดียวกับแฟนสาวที่ยังไม่แต่งงานได้ด้วย
คำถามต่อไป คือสโมสรในลีกซาอุฯ เอาเงิน เอาทองมาจากไหนเยอะแยะ จ่ายค่าตัว ค่าเหนื่อย ทะลุมิติกันได้ขนาดนั้น ลงทุนมหาศาลแบบนี้ มองไม่เห็นทางทำกำไรได้เลย
คำตอบคือ ในลีกสูงสุดทั้งหมด 18 ทีม จะมีบางสโมสรที่เป็นของเอกชน เช่น อัล คาดเซียห์ เป็นของซาอุดิ อรัมโก้ บริษัทน้ำมันยักษ์ใหญ่ของโลก และมีบางสโมสรที่จะผูกอยู่กับสภาเมือง
แต่จะมี 5 ทีมที่มีผู้ถือหุ้นใหญ่คือรัฐ
5 ทีมดังกล่าว ประกอบด้วย
1) อัล-นาสเซอร์ (PIF ถือหุ้น 75%)
2) อัล-อิตติฮัด (PIF ถือหุ้น 75%)
3) อัล-ฮิลาล (PIF ถือหุ้น 75%)
4) อัล-อาห์ลี (PIF ถือหุ้น 75%)
5) อัล-เอตติฟาค (กระทรวงกีฬาซาอุฯ ถือหุ้น 100%)
ถ้าเราสังเกตดู จะเห็นว่า ในลีก 18 ทีม แต่สโมสรที่ซื้อนักเตะดังๆ แพงๆ จะมีชื่อวนเวียนซ้ำไปซ้ำมาอยู่ไม่กี่สโมสร เหตุผลเพราะพวกเขามีเงินทองที่แบ็กอัพจาก PIF อยู่เบื้องหลัง
PIF หรือกองทุนความมั่งคั่งของซาอุดิอาระเบีย ปัจจุบันมีทรัพย์สิน มูลค่า ประมาณ 6 แสนล้านยูโร มีงบประมาณมหาศาลมาก ดังนั้นการแบ่งเงินส่วนหนึ่ง เอามาจ่ายให้สโมสรในลีกซาอุฯ ที่ถือหุ้นอยู่ เพื่อซื้อนักเตะบิ๊กเนม ถือเป็นเรื่องจิ๊บจ๊อยมาก
สรุปคือ ถ้าเราถามว่าลีกซาอุฯ เอาเงินมาจากไหน คำตอบที่เคลียร์ที่สุดคือ “ไม่ใช่ทั้งลีก” ที่มีเงินมากมายขนาดนั้น ทีมอื่นๆ ก็แค่พอมีเงิน เหมือนสโมสรฟุตบอลทั่วไป
แต่บางสโมสร เช่น อัล อาห์ลี คือทีมที่ได้รับเงินแบ็กอัพจากรัฐบาล จนสามารถสร้างซูเปอร์ทีมขึ้นมาได้ในที่สุด
ในเกม ACL Elite การเจอกันของบุรีรัมย์ ยูไนเต็ด กับ อัล อาห์ลี ในรอบ 8 ทีมสุดท้าย จะระเบิดขึ้นวันที่ 26 เมษายนนี้ นี่เป็นเกมที่น่าตื่นเต้นมากๆ เพราะน่าสนใจว่า บุรีรัมย์จะรับมือกับซูเปอร์ทีมอย่างไร
ฝั่งอัล อาห์ลี เมื่อรู้ว่าจับสลากเจอทีมจากไทย แฟนบอลมีความมั่นใจว่าจะผ่านไปได้แน่ สื่อซาอุฯ บอกว่า บุรีรัมย์ โดน โยโกฮาม่า มารินอส ยิงถล่มมา 5-0 และโดนคาวาซากิ ฟรอนตาเล่อัดมา 3-0 ดังนั้นการจับเจอบุรีรัมย์ ย่อมต้องดีกว่าเจอมารินอส หรือ ฟรอนตาเล่แน่นอน
ความได้เปรียบของอัล อาห์ลี ที่เราเห็นแน่ๆ คือ ตัวผู้เล่นจะดีกว่า
ริยาด มาห์เรซ คือรองดาวซัลโวของ ACL Elite ยิงไปแล้ว 8 ประตู ส่วนของบุรีรัมย์ คนที่ยิงเยอะสุดคือบิสโซลี่ 4 ประตู
คือแน่นอน เรารู้ว่า บิสโซลี่เก่ง ศุภณัฎฐ์เก่ง แต่นั่นก็คือระดับเอเชีย ระดับอาเซียน แต่เมื่อต้องมาเจอกับมาห์เรซ, ฟีร์มีโน่, เอดูอาร์ เมนดี้ สามนักเตะที่เคยคว้าแชมป์ยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ลีกมาแล้ว มันยากแน่นอน
นอกเหนือจากคุณภาพของผู้เล่น อีกข้อได้เปรียบที่อัล อาห์ลี มีมากกว่า คือใน ACL Elite รอบ 8 ทีมสุดท้าย จนถึงรอบชิง จะจัดแข่งที่เมือง เจดดาห์ ประเทศซาอุดิอาระเบีย
ในสโมสรทั้งหมดที่เหลืออยู่ อัล อาห์ลี คือตัวแทนหนึ่งเดียวจากเมืองเจดดาห์ ขณะที่สนามที่จะใช้เจอบุรีรัมย์ ก็คือสนามเหย้าของอัล อาห์ลี ที่ใช้เป็นปกติอยู่แล้ว
ดังนั้นแม้ ACL Elite จะบอกว่าเตะสนามกลาง แต่ในทางปฏิบัติ ก็เหมือนบุรีรัมย์ ไปเล่นเป็นทีมเยือนนั่นแหละ
ส่วนข้อได้เปรียบของบุรีรัมย์ ก็มีอยู่เช่นกัน อย่างแรก คือ อัล อาห์ลี ยังมีห่วงในลีก พวกเขาอยู่อันดับ 5 ในลีกซาอุฯ (เอาแค่ 3 อันดับแรก ไป ACL) ดังนั้นอาจจะเสียสมาธิก็ได้ เวลามาเจอกับบุรีรัมย์
นอกจากนั้น ตั้งแต่ก่อตั้งสโมสร อัล อาห์ลี ยังไม่เคยเจอทีมจากประเทศไทยมาก่อน อาจจะจับจังหวะไม่ถูก คาดเดาไม่ได้ บอลวัดกันแค่นัดเดียว ถ้าตัวแทนจากไทยของเรา มีหมัดเซอร์ไพรส์ ก็อาจทำให้อีกฝ่ายตะลึงได้
สำหรับบุรีรัมย์ ยูไนเต็ด เป็นทีมที่บางคนเชียร์ บางคนแช่ง ต่างคนต่างคิด ก็เป็นสิทธิ์เนอะ
แต่ถ้าถามผม ในเมื่อพวกเขาคือตัวแทนหนึ่งเดียวที่เหลืออยู่ของประเทศเรา ก็อยากให้กำลังใจครับ คุณผ่านเข้ารอบลึกขนาดนี้ ไม่ใช่เรื่องง่าย
แล้วเอาจริงๆ ทีมจากประเทศไทยของเรา ไม่ได้ผ่านไปถึงรอบ 8 ทีมสุดท้ายใน ACL นานมากแล้ว
การที่มีหลุดมาได้ขนาดนี้ ก็อยากซัพพอร์ท เพื่อให้ไปไกลที่สุดครับ ถ้าบุรีรัมย์ฝ่าทีมซาอุฯ ไปได้ในหนนี้ จะเป็นเรื่องที่สุดยอดไปเลย
อย่าลืมว่า ยิ่งบุรีรัมย์เข้ารอบลึก เราก็ได้คะแนนสัมประสิทธิ์เพิ่ม และยิ่งเป็นการประกาศให้ทวีปเอเชียได้รู้ว่า สโมสรไทยมีตัวตนอยู่นะ เรามีความสามารถ ไม่ใช่ทีมไก่กา ที่ใครจะเอาชนะก็ได้
26 เมษายนเดือดแน่นอน กับเกมที่ผมคิดว่า สำคัญที่สุดในประวัติศาสตร์สโมสรบุรีรัมย์ ตั้งแต่ก่อตั้งมา
ในสภาพที่เป็นรองทุกอย่าง ไม่มีใครคาดคิดว่าบุรีรัมย์จะทำได้ อยากรู้เหมือนกัน ว่าพวกเขาจะทำอย่างไร ถึงจะสามารถหักปากกาเซียนทั้งเอเชียได้สำเร็จ