นิวคาสเซิลคู่ควรทุกประการที่จะเป็นแชมป์ ส่วนหงส์ก็ตกรอบ 2 รายการ ในรอบ 5 วัน และนี่คือบทสรุป 23 ข้อ จากเกมที่สนามเวมบลีย์
1) ถ้าเรามองแค่ สถิติ และ ชื่อชั้นของผู้เล่นอย่างเดียว จะพบว่าลิเวอร์พูลเป็นต่อกว่านิวคาสเซิล ในซีซั่นนี้ เจอกัน 2 นัดเหย้า-เยือน หงส์ชนะ 1 เสมอ 1 นอกจากนั้นประสบการณ์ของนักเตะชุดนี้ ยังมีมากมาย ได้แชมป์ต่างๆ มาแล้วนับไม่ถ้วน ตรงข้ามกับนิวคาสเซิลที่มีประสบการณ์น้อยกว่า หลายคนเพิ่งเคยมาเล่นที่เวมบลีย์ครั้งแรก
สถิติสุดยอดของเจอร์เก้น คล็อปป์ คือไม่แพ้นิวคาสเซิล ติดต่อกัน 15 นัด รวมเป็นระยะเวลา 8 ปีเต็ม (ชนะ 10 เสมอ 5) ในยุคของคล็อปป์ถือว่าข่มกันอยู่ เจอกันที่ไหน เมื่อไหร่ ลิเวอร์พูลจะหาวิธีชนะได้ตลอด
ลิเวอร์พูล กับนิวคาสเซิล เคยเจอกันที่เวมบลีย์มาแล้ว ในนัดชิงเอฟเอคัพ ปี 1974 ทีมหงส์แดงถล่ม 3-0 จากสองประตูของเควิน คีแกน
นอกจากนั้น ลิเวอร์พูลคือราชาของลีกคัพ เป็นทีมเดียวเท่านั้น ที่ได้แชมป์ถ้วยนี้ถึง 10 สมัย ปีที่แล้วก็เพิ่งได้แชมป์มา คือจะเห็นเลยว่าโดยรวมแล้ว ถ้าเราอ้างอิงจากประวัติศาสตร์ ลิเวอร์พูลยังไงก็ดูดีกว่า
แต่ในการแข่งขัน เรายึดถือแต่สถิติไม่ได้ ถ้าคิดแค่ว่าตัวเองเป็นต่อ สุดท้ายก็โดนลงโทษจากพระเจ้าแห่งโลกฟุตบอลอย่างแน่นอน
2) นิวคาสเซิล ยูไนเต็ด เกมนี้มาด้วยแพสชั่นอย่างแรงกล้า พวกเขาผิดหวังจากนัดชิงชนะเลิศในปี 2023 (แพ้แมนฯ ยูไนเต็ด) ดังนั้นเมื่อได้เข้าชิงอีกครั้ง จึงอยากแก้ตัวไม่ให้พลาดแบบเดิม
สิ่งที่ติดอยู่ในใจของแฟนๆ นิวคาสเซิล มากที่สุด คือเป็นสโมสรใหญ่ที่ไร้โทรฟี่ 70 ปีที่ผ่านมา นิวคาสเซิล ไม่ได้แชมป์ ลีกสูงสุด, เอฟเอคัพ หรือ ลีกคัพ แม้แต่รายการเดียว จริงอยู่ว่าเคยได้แชมป์ดิวิชั่น 2 (แชมเปี้ยนชิพ) มาบ้าง แต่แชมป์นั้น ในเชิงสถิติ ไม่ได้นับว่าเป็นเมเจอร์โทรฟี่
ในรอบ 7 ทศวรรษ นิวคาสเซิล ได้รองแชมป์ลีกสูงสุด 2 ครั้ง, ได้รองแชมป์เอฟเอคัพ 3 ครั้ง และได้รองแชมป์ลีกคัพ 2 ครั้ง
รวมแล้ว 7 ครั้ง ที่ใกล้เคียงจะเป็นแชมป์ แต่ก็ทำไม่ได้ แม้แต่ยุคที่มียอดนักเตะอย่าง เควิน คีแกน, ปีเตอร์ เบียร์ดสลีย์, พอล แกสคอยน์, แอนดี้ โคล หรือ อลัน เชียเรอร์ ก็ยังทำไม่ได้
ในการเข้าชิงเกมนี้ ถ้าหากนิวคาสเซิลแพ้ พวกเขาจะแพ้นัดชิงลีกคัพ 3 ครั้งติดต่อกัน มันเป็นเกียรติประวัติที่ไม่มีใครอยากให้เกิดขึ้นแน่นอน
3) นักเตะนิวคาสเซิลกระหายมาก สโมสรเองก็กระหายมาก ก่อนเกม สโมสรลงทุนเป็นแสนปอนด์ สั่งทำผ้าพันคอขาว-ดำ จำนวน 35,000 ชิ้น ให้กับแฟนบอลทุกคนของทีมสาลิกาดง ที่เข้าไปเชียร์ในเวมบลีย์ คือเวลาเชียร์ทีม จะได้โบกสะบัดผ้าพันคอพร้อมเพรียงกัน นอกจากนั้นแฟนบอลยังทำป้าย Tifo ขนาดใหญ่กางออกมาเต็มสแตนด์ที่เวมบลีย์
แพสชั่นของฝั่งนิวคาสเซิล มหาศาลมากๆ ต่างจากฝั่งลิเวอร์พูล ที่ตัวนักเตะเองก็เคยได้แชมป์นี้มา 2 ครั้งแล้ว ใน 4 ปีหลังสุด ส่วนแฟนบอลเองก็ไม่ได้ มีการเชียร์ที่พิเศษอะไรมาก ในมุมของแฟนลิเวอร์พูลเราปฏิเสธไม่ได้ ว่าให้ความสำคัญกับพรีเมียร์ลีก และยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ลีกมากกว่าเยอะ
4) สำหรับ ไลน์อัพ 11 ตัวจริง ลิเวอร์พูล ไม่มีแบ็กขวา เพราะเทรนต์, โกเมซ และ แบรดลีย์เจ็บหมด ดังนั้น ต้องใช้ยาเรลล์ ควอนซาห์ ลงมายืนเฉพาะกิจ
จริงๆ เอ็นโดก็เล่นแบ็กขวาได้ แต่ควอนซาห์ได้ยืนก่อน อีกหนึ่งสาเหตุสำคัญคือ ถ้าควอนซาห์ไม่ลง ทั้ง 11 ตัวจริง จะไม่มีนักเตะอังกฤษเลยแม้แต่คนเดียว
ตำแหน่งอื่นๆ ก็ตามที่เดากันได้ มีเซอร์ไพรส์อยู่บ้าง ที่ตำแหน่งนายทวาร ให้ควีวิน เคลเลเฮอร์ ลงเล่นก่อน ทั้งๆ ที่อลิสซอน เบ็คเกอร์ อยู่ในฟอร์มที่ดีมาก เหตุผลก็เพราะเคลเลเฮอร์เล่นถ้วยนี้มาตลอด ลงตัวจริงเกือบทุกเกม แล้วถ้าไม่ได้ส่งลงเกมนี้ นัดที่เหลือทั้งซีซั่น เคลเลเฮอร์ก็จะไม่ได้เล่นแล้ว สล้อธก็เลยส่งลงมาใช้งาน
5) ก่อนเกมเริ่ม มีการร้องเพลงชาติอังกฤษ God save the king ตามธรรมเนียม และแฟนหงส์แดงก็โห่ใส่เพลงชาติเป็นปกติเช่นกัน เพราะคาแรคเตอร์ของเมือง คือต้านเจ้า ต้านรัฐบาล ขณะที่แฟนนิวคาสเซิล ตะโกนร้องเพลงชาติดังสนั่น ฝั่งหนึ่งโห่ ฝั่งหนึ่งร้อง
คือเกมนี้ผมนั่งที่กึ่งกลางสนามพอดี หูซ้ายได้ยินเสียงร้องเพลงชาติ หูขวาได้ยินเสียงโห่ ก็เป็นอะไรที่แปลกดีครับ
6) เมื่อเกมเริ่มต้นขึ้น สิ่งที่เราเห็นชัดเจนเลยคือ นิวคาสเซิลมีพลังมากกว่า และเอาชนะในการปะทะได้แทบทุกครั้ง กระโดดแย่งโหม่ง คือสู้กันไม่ได้เลย
นิวคาสเซิลรู้ว่าจะเล่นอย่างไร พวกเขาครอสบอลเข้ามา แล้วให้แย่งโหม่ง เน้นลูกเซ็ตพีซแบบสุดๆ มีกลยุทธ์ที่ฉลาดๆ เช่น ครอสบอลลึกไปเสาสอง แล้วให้แดน เบิร์น ที่สูง 201 เซนติเมตร กระโดดแย่ง คือถ้าไม่โหม่งชง ก็โหม่งยิง
เอ็ดดี้ ฮาว ผู้จัดการทีมนิวคาสเซิล อธิบายว่า “ผมบอกนักเตะว่า ‘เซ็ตพีซ จะตัดสินแพ้ชนะในนัดนี้’ จากนั้นเราก็ซักซ้อมแผนลูกนิ่งมา 2 สัปดาห์เต็ม”
7) เราเห็นสัญญาณอันตรายแล้ว ตั้งแต่จังหวะที่แดน เบิร์น โหม่งชงเตะมุมให้บรูโน่ กีมาไรส์ โหม่งยิง แต่ครั้งนั้นเคลเลเฮอร์เซฟได้ แต่พอมาในนาทีที่ 45 คราวนี้แดน เบิร์น เลือกจะโหม่งยิงเอง จากระยะไกลมาก คราวนี้บอลพุ่งเข้าประตูไปเลย นิวคาสเซิลนำ 1-0
ความน่าสนใจคือประตูนี้ คนที่ประกบแดน เบิร์น คือ อเล็กซิส แม็คอัลลิสเตอร์ ทั้งสองคนส่วนสูงต่างกันมากกว่า ยี่สิบเซนติเมตร ถามว่าแม็คอัลลิสเตอร์ จะเอาอะไรมาป้องกัน มันเป็นการ Mismatch จับคู่ประกบผิดหรือเปล่า
สล้อธ อธิบายเรื่องนี้ว่า การป้องกันเตะมุมของหงส์แดง จะใช้การคุมโซน อธิบายคือนักเตะตัวใหญ่ทั้งหมด จะไปยืนในกรอบ 6 หลา ดังนั้นเมื่อนิวคาสเซิล ครอสลึกไปไกลกว่ากรอบ 6 หลา ก็ต้องใช้คนอื่นมาประกบแทน และตัวเขาก็ไม่เคยคิดว่าแดน เบิร์นจะโหม่งได้แรงขนาดนี้
สรุปคือเอ็ดดี้ ฮาว ทำการบ้านมาอย่างดี รู้ว่าลิเวอร์พูลจะเล่นเกมป้องกันอย่างไร และโจมตีในจุดที่อ่อนไหวตรงนั้น เขารู้ว่าถ้าโยนลึกมาไกลๆ แดน เบิร์น จะได้โหม่งง่ายๆ เพราะไม่มีคนตัวใหญ่ประกบ ส่วนสล้อธ ก็พ่ายแพ้ในเชิงรายละเอียดเรื่องเซ็ตพีซ
8 ) ในครึ่งแรก นิวคาสเซิล เอาชนะอย่างสมบูรณ์แบบ ได้ยิงมากกว่า (9 ครั้ง ต่อ 1 ครั้ง), เตะมุมมากกว่า (6 ครั้ง ต่อ 1 ครั้ง), แย่งบอลชนะมากกว่า (7 ครั้ง ต่อ 5 ครั้ง) หงส์แดงหาจังหวะอะไรไม่ได้เลย เป็นครึ่งแรกที่แย่มากๆ
9) มีประเด็นสำคัญอย่างหนึ่งในครึ่งแรก คือจังหวะแฮนด์บอลของคีแรน ทริปเปียร์ ช็อตนี้คือโดนมือแน่ๆ ในเขตโทษ แต่สุดท้ายกรรมการไม่ให้ และ VAR เช็กแล้วก็ยืนยันว่าไม่ให้เช่นกัน
EFL ออกแถลงการณ์ว่า ทริปเปียร์ไม่มีเจตนาจะใช้มือเล่นบอล แขนอยู่ในท่าปกติ ดังนั้นไม่ให้จุดโทษก็ถูกแล้ว อย่างไรก็ตาม แกรี่ เนวิลล์ ให้ทรรศนะต่างกัน เขาบอกว่า ถ้าเป็นในยุโรปลูกนี้จุดโทษไปแล้ว เพราะจะมองว่า เป็นการใช้มือสกัดกั้น ไม่ให้หลุยส์ ดิอาซ ได้เล่นฟุตบอล คือสุดท้ายลูกนี้ก็อยู่ที่ดุลยพินิจของกรรมการ และ กรรมการจอห์น บรูคส์ ยืนยันว่า ลูกนี้ ไม่เป็นจุดโทษ
10) โอเค นิวคาสเซิลมีดวงเรื่องจุดโทษก็จริง แต่ถ้าไม่นับเรื่องนี้ พวกเขาคือที่มที่ดีกว่าทุกกระบวนท่า
กองกลางสามคน โชลินตอน, ซานโดร โตนาลี่ และ บรูโน่ กีมาไรส์ เล่นได้เข้าขากันอย่างสุดยอด รู้หน้าที่กันดีมากๆ คนหนึ่งดัน อีกคนมาซ้อน แล้วเล่นกันด้วยพลัง วิ่งขึ้นลงไม่มีหยุด กองกลางข่มหงส์แดงโดยสมบูรณ์
ที่สำคัญ ทั้ง 3 คน เล่นเกมรับได้ดี สถิติระบุว่า สามมิดฟิลด์นิวคาสเซิล แย่งบอล + ตัดลูกส่ง ได้รวมกัน 13 ครั้งในเกมนี้ ขณะที่กองกลาง 3 คนของลิเวอร์พูล กราเวนเบิร์ช, แม็คอัลลิสเตอร์ และ โซโบสไล ทำได้รวมกัน 6 ครั้ง น้อยกว่ากันเกินครึ่ง
11) สิ่งที่เราเห็นคือ กองกลางลิเวอร์พูลหมดพลังแล้ว โดยเฉพาะไรอัน กราเวนเบิร์ช ที่ไม่มีเรี่ยวแรงเหลืออีกแล้ว มีช็อตที่จ่ายบอลพลาดง่ายๆ หลายที เหมือนพลังงานที่มีอยู่มันเกลี้ยงถังไปแล้ว
ในมุมนี้ เราก็ต้องเห็นใจกราเวนเบิร์ชเหมือนกัน เพราะเขาเองไม่เคยเล่นฟุตบอลหนักหน่วงขนาดนี้มาก่อน ดูจากจำนวนนาที ในรอบ 4 ปีหลังสุดที่เขาได้ลงสนาม แล้วจะเห็นภาพ
2021-22 3202 นาที (อาแจ๊กซ์)
2022-23 938 นาที (บาเยิร์น มิวนิค)
2023-24 1839 นาที (ลิเวอร์พูล)
2024-25 3516 นาที (ลิเวอร์พูล ยังไม่จบซีซั่น)
ปีนี้กราเวนเบิร์ช ลงสนามมากที่สุดในรอบ 4 ปี และอันนี้ยังไม่จบฤดูกาลด้วยซ้ำ เขาถูกเข็นลงเป็นตัวจริง ทุกนัด คือกราเวนเบิร์ชอาจจะมีพรสวรรค์ แต่สำหรับนักเตะวัย 22 ปี เจอความโหดของโปรแกรม ถาโถมใส่ขนาดนี้ มันก็หมดสภาพได้เหมือนกัน
12) นี่คือสิ่งที่แฟนบอลวิจารณ์ อาร์เน่อ สล้อธ ว่าคุณจะเข็นตัวหลักลงทุกนัดอะไรขนาดนั้น ทำไมถึงไม่ไว้ใจ นักเตะใน Squad ดูบ้าง ถ้าคิดจะประสบความสำเร็จทุกรายการ การโรเทชั่นคือสิ่งสำคัญมากๆ
นักเตะอย่างฮาร์วีย์ เอลเลียตต์ ได้ลงเล่น 583 นาที, วาตารุ เอ็นโด ได้ลงเล่น 742 นาที คือมันไม่ควรจะบริหารเวลาลงเล่นให้บาลานซ์กว่านี้หรือ
เกมกับเซาธ์แฮมป์ตันทีมบ๊วยของตาราง ในแอนฟิลด์ เป็นแมตช์ที่ควรจะชนะอยู่แล้ว สล้อธรู้ทั้งรู้ ว่ามีเกมกับเปแอสเช และ นิวคาสเซิล รออยู่ แต่ก็เข็นกราเวนเบิร์ชลงตัวจริงต่อไป เข็นโซโบสไล เข็นฟาน ไดค์ เข็นโกนาเต้ เข็นเทรนต์ จนนักเตะถ้าไม่อ่อนล้ามากๆ ก็เจ็บไปเลย
13) สุดท้ายผลลัพธ์เป็นไง ชนะเซาธ์แฮมป์ตันได้ก็จริง แต่มาแพ้เปแอสเช และ นิวคาสเซิล ตกรอบทั้งสองถ้วย ถามว่าคุ้มมั้ย กับแมตช์นักบุญที่ส่งใครลง ก็ควรเก็บสามแต้มได้
นี่เป็นจุดที่สล้อธต้องแก้ไขในฤดูกาลหน้า คุณใช้วิธีการนี้ได้ ถ้าคุณหวังแค่แชมป์เดียว แต่ถ้าอยากลุ้นทุกรายการ ต้องโรเทชั่น และถ้าคุณไม่มั่นใจตัวที่มีอยู่ ทั้งเอ็นโด ทั้งเอลเลียตต์ ก็ไปหาคนที่คุณไว้ใจมาอยู่ด้วย ในช่วงซัมเมอร์ที่จะถึง
14) นิวคาสเซิลยิงเข้าไป 1 ครั้งโดยอิซัค แต่ลูกนี้โดนริบ เพราะบรูโน่ไปยืนในตำแหน่งล้ำหน้า แต่เราพอจะเห็นโมเมนตั้มตอนนั้นแล้ว ว่าถ้าไม่แก้ไขอะไรสักอย่าง โดนแน่ๆ
และแล้วนาทีที่ 53 ก็โดนจนได้ ลิฟราเมนโต้ โยนบอลด้านซ้ายมาให้ยาค็อบ เมอร์ฟี่ โหม่งชนะโรเบิร์ตสัน ตั้งให้อิซัคซัดโป้งเข้าไป นำห่าง 2-0 เกมนี้ลิเวอร์พูลสู้เรื่อง Physical เรื่องการปะทะ ไม่ได้เลย แย่งโหม่งแพ้ตลอด
15) เมื่อโดนนำ 2-0 สล้อธหมดทางเลือก ต้องส่งกองหน้าทั้งหมด ที่อยู่ในซุ้มสำรองลงเล่น ทั้งกั๊กโป, นูนเยซ และ เคียซ่า รวมถึงเพลย์เมกเกอร์ ทั้งเอลเลียตต์ และ โจนส์ โดยปรับมาใช้ระบบ 4-2-4
เกมของลิเวอร์พูลดีขึ้น เมื่อเอาเอลเลียตต์ กับ เคียซ่าลง สองคนนี้พยายามวิ่ง หาพื้นที่อยู่ตลอด และประตู 2-1 ในนาที 90+3 ก็มาจากสองคนนี้
เอลเลียตต์ เป็นนักเตะที่กล้าหาญ กล้าเลี้ยง กล้าจ่ายทะลุ เขาแทงแอสซิสต์ ให้เคียซ่าที่เช็กไลน์เป็นอย่างดี หลุดเดี่ยวเข้าไปซัดผ่านมือนิค โป๊ป
16) เรื่องนี้ก็ย้ำสิ่งที่เราพูดกันเสมอ ว่าสล้อธ ควรจะเชื่อใจกลุ่มตัวสำรองบ้าง ถามว่าเคียซ่า มีความคมเป็นรองนูนเยซตรงไหน? เช่นเดียวกับเอลเลียตต์ ที่ก็สมควรได้รับโอกาสมากกว่านี้
เคียซ่า มีสถิติจะยิงหรือแอสซิสต์ได้ ทุกๆ 96.7 นาที ส่วนนูนเยซ จะอยู่ที่ ทุกๆ 134.4 นาที คือเรื่องนี้ ก็เข้าใจความคิดของสล้อธได้ยาก ว่าทำไมคิดว่าเคียซ่า ไม่มีความสามารถขนาดนั้น เพราะลงมาแต่ละที เขาก็เล่นดีตลอด
17) สำหรับลิเวอร์พูล มีเรื่องน่าเห็นใจอยู่อีกอย่าง คือ นี่เป็นช่วงรอมฎอน ของมุสลิมพอดี คนที่นับถืออิสลาม จะกิน-ดื่ม อะไรไม่ได้เลย จนกว่าตะวันจะตกดิน ซึ่งที่อังกฤษในวันคาราบาวคัพ นัดชิง คือ 18.10 น. แปลว่า ซาลาห์ กับ โกนาเต้ ดื่มน้ำอะไรไม่ได้เลย เกือบทั้งเกม
ซาลาห์ดูอ่อนล้ามาก และไม่สามารถเอาชนะคู่แข่งได้ทั้งเกม ได้จับบอล 23 ครั้ง ได้ยิง 0 ครั้ง เป็นเกมที่ปิดสวิตช์อย่างสิ้นเชิง
หลายคนเชื่อว่า สาเหตุที่ซาลาห์ดร็อปลงไปในเดือนนี้ เรื่องนี้ก็เกี่ยวข้องเหมือนกัน โดยรอมฎอนจะสิ้นสุดลงปลายเดือนมีนาคมนี้ โดยลิเวอร์พูลจะกลับมาแข่งแมตช์ต่อไป วันที่ 2 เมษายน ก็ถือว่าพ้นรอมฎอนพอดี ตอนนั้นซาลาห์ น่าจะมีพลังกลับคืนมาเต็มๆ อีกครั้ง
18) สุดท้ายหลังจากทดเจ็บไป 12 นาที ผู้ตัดสินเป่าหมดเวลา นิวคาสเซิล ชนะ 2-1 คว้าแชมป์ที่รอคอยได้สำเร็จ ส่วนลิเวอร์พูล ก็พ่ายแพ้อย่างเจ็บช้ำ และวืดทั้งแชมเปี้ยนส์ลีก และ คาราบาวคัพ ในช่วงเวลาแค่ 5 วันเท่านั้น
19) เกมนี้ลิเวอร์พูลสู้ไม่ได้เลย ใช้คำว่าเอาต์คลาสได้ สภาพร่างกายก็แพ้ แท็กติกก็แพ้ แพสชั่นก็แพ้ ทุกอย่างพ่ายแพ้หมด นิวคาสเซิลวางแผนมาอย่างดี และมุ่งมั่นตั้งใจมากๆ แบบที่คุณเห็นก็รู้เลย
คำที่สื่ออังกฤษใช้คือ Outplay หรือ สู้กันไม่ได้ ซึ่งก็เป็นตามนั้น นิวคาสเซิลคือทีมที่ดีกว่า และพร้อมกว่า ก็คู่ควรที่พวกเขาจะคว้าแชมป์คาราบาวคัพ
20) นิวคาสเซิล เดินทางวิบากในถ้วยนี้ กว่าจะมาถึงรอบชิงได้ ต้องเจอทั้งน็อตติ้งแฮม ฟอเรสต์, วิมเบิลดัน, เชลซี, เบรนท์ฟอร์ด และ อาร์เซน่อล ก่อนจะปิดท้ายด้วยลิเวอร์พูล ถ้าคุณเก็บที่มใหญ่มาได้ตลอดทางขนาดนี้ ก็สมควรจะได้แชมป์แล้ว
แฟนนิวคาสเซิลที่เวมบลีย์หลายคนร้องไห้ออกมาเลย นี่เป็นภาพที่พวกเขาไม่คาดฝันว่าจะเกิดขึ้น 70 ปี มันยาวนานมากๆ หลายคนไม่เคยเห็นทีมสาลิกาดงชูถ้วยแชมป์เลยสักครั้ง นี่คือประสบการณ์อันยิ่งใหญ่ ที่พวกเขาจะไม่มีวันลืม
ก็หวังว่า แชมป์แรกในวันนี้ อาจเป็นจุดเริ่มต้นอะไรดีๆ ในอนาคตต่อไป พวกเขาอาจก้าวไปสู่แชมป์ที่่ใหญ่ขึ้นได้อีก ใครจะรู้ เพียงแต่ในซีซั่นหน้า ต้องมั่นใจว่าจะเก็บคีย์แมนเอาไว้ได้ครบ ถ้าเสียอิซัคไปล่ะก็ เหนื่อยสาหัสแน่
21) ขณะที่ลิเวอร์พูลของอาร์เน่อ สล้อธ ในปีนี้ จากลุ้น 4 ถ้วย ก็เหลือ 1 ถ้วย ในเวลาแค่พริบตาเดียว
สล้อธเองคงได้เข้าใจแล้วว่า การโรเทชั่น มันสำคัญขนาดไหนในฟุตบอลอังกฤษ ถ้าเป็นที่ลีกดัตช์ เขาอาจบริหารทีมแบบหนึ่งได้ แต่กับลิเวอร์พูลที่เล่นในรายการใหญ่ที่สุดตลอดเวลา เขาอาจต้องมีวิธีจัดการอีกแบบ
โชคดีในโชคร้ายของลิเวอร์พูลคือ มีพักเบรกทีมชาติมาคั่นพอดี ก็เป็นช่วงเวลาที่ทั้งโค้ช นักเตะ และแฟนบอล จะไปพักใจกันก่อน แล้วกลับมาว่ากันใหม่ ในเมอร์ซีไซด์ ดาร์บี้ เกมพรีเมียร์ลีกนัดที่ 30 วันที่ 2 เมษายนนี้
22) ในพรีเมียร์ลีก เหลืออีก 9 นัด กับช่องว่าง 12 แต้ม นำอาร์เซน่อลเยอะพอสมควร และหลุดแพ้ได้ถึง 4 นัด เอาเป็นว่า โอกาสได้แชมป์อยู่ในมือตัวเองแล้ว
เพียงแต่พวกเขาต้องตั้งสติกลับมาให้ได้ สิ่งเดียวที่เหลืออยู่ ต้องรักษามันไว้ให้ดีที่สุด สุดท้ายถ้าจบได้แค่แชมป์เดียว แต่แชมป์นั้นคือพรีเมียร์ลีก ก็ไม่มีอะไรต้องเสียใจแล้ว
23) ส่วนบทสรุปในคาราบาวคัพ นัดชิงชนะเลิศปี 2025 ที่เวมบลีย์ ลิเวอร์พูลต้องยอมรับความจริงว่าพวกเขายังไม่ดีพอ และพ่ายแพ้ทุกกระบวนท่า ให้กับนิวคาสเซิล ทีมที่เต็มไปด้วยแพสชั่น และเหมาะสมทุกประการที่จะมีความสุข จากการรอคอยมาถึง 7 ทศวรรษ